การขยายพันธุ์ยางพารา

 

การขยายพันธุ์ยางสามารถทำได้หลายวิธี  เช่น  การขยายพันธุ์โดยใช้เมล็ด  ใช้วิธีการติดตาเขียว  ติดตาสีน้ำตาลเป็นต้น 

 

การขยายพันธุ์โดยใช้เมล็ด (แบบอาศัยเพศ)

                ปัจจุบันในประเทศไทยไม่นิยมขยายพันธุ์ด้วยวิธีนี้  ทั้งนี้เพราะไม่มีสวนยาง สำหรับเก็บเมล็ดโดยตรงประการหนึ่ง  และอีกประการหนึ่งคือ  เมล็ดยางที่นำไปปลูกมีการกลายพันธุ์มาก  ดังนั้น  เมล็ดยางนี้จึงนิยมนำไปใช้เพาะเป็นต้นกล้า  เพื่อใช้ในการทำเป็น ต้นตอ  (Stock)  สำหรับติดตาต่อไป

               

ต้นยางที่ปลูกจากเมล็ดทรงต้นจะมีโคนใหญ่ ปลายเรียวเล็กลง

การขยายพันธุ์โดยวิธีการติดตา (แบบไม่อาศัยเพศ)

                แบ่งออกเป็นการ ติดตาเขียว  และการ ติดตาสีน้ำตาล  แต่ส่วนใหญ่นิยมติดตาเขียวมากกว่า  เพราะการติดตาเขียวทำได้ง่าย  สะดวก  รวดเร็ว  มีเปอร์เซ็นต์การติดสูงมากกว่า  90%  ฉะนั้น  ในที่นี้จึงขอกล่าวเฉพาะวิธีการติดตาเขียว  เท่านั้น

                                                                                                       

                                                                ลักษณะเท้าช้าง                 ลำต้นทรงกระบอก

                 การขยายพันธุ์โดยวิธีติดตาเขียวนั้น  มีขั้นตอนสำคัญ  ดังนี้

1.       การสร้างแปลงกล้ายาง

2.       การสร้างแปลงกิ่งตายาง

3.       วิธีการติดตาเขียว

4.       การปักชำ

การสร้างแปลงกล้ายาง

                แปลงกล้ายาง  เป็นปัจจัยสำคัญประการหนึ่งที่จะทำให้การขยายพันธุ์โดยการติดตาประสบผลสำเร็จ  เพราะการติดตาจะได้ผลดีหรือไม่นั้น  นอกจากขึ้นอยู่กับสภาพของกิ่งตาและความชำนาญในการปฏิบัติ (ติดตา)  แล้ว  ยังขึ้นอยู่กับสภาพของต้นกล้าด้วย

                การเลือกที่สำหรับสร้างแปลงกล้า  ควรยึดหลักพิจารณาสภาพพื้นที่  ดังนี้

                1.  ควรเป็นที่ราบ

                2.  ดินร่วน  มีความอุดมสมบูรณ์  และมีการระบายน้ำดี

                3.  อยู่ใกล้แหล่งน้ำและมีการคมนาคมสะดวก

 

การเตรียมดิน

ควรไถพลิกดิน  2  ครั้ง  หลังจากนั้นทำการไถพรวนอีก  1 2  ครั้งแล้วแต่ความเหมาะสม  เพื่อให้พื้นที่เรียบสม่ำเสมอ  ในขณะเดียวกันควรเก็บเศษวัชพืชออกจากแปลงปลูกให้หมด  ในการไถพรวนครั้งสุดท้ายควรหว่านปุ๋ยร็อคฟอสเฟต  (0-3-0)  100  กก.  และแมกนีเซียมไลม์สโตน (Magnesium  limestone)  40  กก.  ต่อพื้นที่  1  ไร่  ดินในประเทศไทย  ถ้าปลูกกล้ายางหลายๆ ครั้งซ้ำในที่เดียวกัน  กล้ายาง  มักจะแสดงอาการขาดแมกนีเซียมขึ้น  โดยจะแสดงอาการสีเขียมเข้มบริเวณเส้นใบ  ส่วนแผ่นใบตรงกลางระหว่างเส้นใบจะมีสีซีดเหลืองหรือขาว  โดยจะแสดงอาการหลังจากยางงอกแล้วประมาณ  2 3  เดือน  ฉะนั้นการใส่แมกนีเซียมไลม์สโตนจึงมีความจำเป็นมาก  โดยเฉพาะอย่างยิ่งในแปลงกล้าที่เกิดอาการขาดแมกนีเซียมแล้ว ก่อนเพาะต้นกล้าใหม่ต้องใส่แมกนีเซียมไลม์สโตนทุกครั้ง

 

การปลูก

สามารถปลูกได้หลายวิธีทั้งจากเมล็ดสด  เมล็ดงอก  ต้นกล้า  2  ใบ  และต้นกล้าสีน้ำตาล  แต่ที่นิยมใช้กันมากที่สุดคือ  เมล็ดงอกและเมล็ดสด

                                                                

               เมล็ดสด                                                                    เมล็ดงอก

 

ไม่แนะนำให้เกษตรกรเจ้าของสวนยางขนาดเล็กใช้เมล็ดสดสร้างแปลงกล้ายาง  เนื่องจากสิ้นเปลืองเมล็ดยางมาก  แต่ถ้าทำเป็นการค้าหรือทำเป็นแปลงขนาดใหญ่ๆ  การใช้เมล็ดสดสร้างแปลงกล้ายางจะสะดวกกว่า  ทุ่นแรงงาน  และทุ่นเวลากว่าการใช้เมล็ดงอกมาก  ส่วนต้นกล้า  2  ใบ  จะใช้เฉพาะการปลูกซ่อมเมื่อเมล็ดหมดเท่านั้น  สำหรับกล้าสีน้ำตาลไม่นิยมใช้กัน

ข้อดีของการสร้างแปลงกล้ายางโดยใช้เมล็ดงอกหรือเมล็ดสด  คือ

                1.  ไม่เกิดความเสียหายต่อระบบรากอันอาจจะเป็นผลกระทบถึงการเจริญเติบโตของต้นกล้ายาง
                2.  เมล็ดยางมีอาหารสะสมอยู่ภายในอย่างเพียงพอที่จะทำให้ต้นยางเจริญเติบโตและแข็งแรง

                3.  ต้นกล้ายางเจริญเติบโตสม่ำเสมอกัน

                4.  เมื่อนำเมล็ดไปปลูกในแปลงจะมีความเสียหายน้อยมาก

                5.  ต้นกล้ายางโตเร็ว  ทำให้สามารถติดตาได้เร็ว  มีผลต่อเนื่องทำให้ต้นยางโตได้ขนาดกรีดเร็วขึ้น

ระยะปลูก

                ระยะปลูกสำหรับแปลงกล้าที่เหมาะสมคือ  ระยะระหว่างต้น  15  ซม.  และ  ระยะระหว่างแถว  70  ซม.  การปลูกแบบนี้  1  ไร่  จะได้ต้นยางประมาณ  15,000  ต้น  แต่ถ้าปลูกแบบคู่โดยใช้ระยะระหว่างต้น  ระหว่างแถว  และระหว่างแถวคู่  20 x 30 x 60  ซม.  ในเนื้อที่  1  ไร่  จะปลูกยางได้ประมาณ  16,000  ต้น

 

                                

วิธีปลูก

                1.  โดยใช้เมล็ดสดปลูก  วิธีนี้ใช้เมล็ดยางที่เก็บได้จากสวน  ไปปลูกในแปลงที่เตรียมไว้โดยตรงโดยใช้เมล็ดสดเรียงเป็นแถว  ตามแนวที่ได้เตรียมไว้แล้ว  พยายามให้ด้านแบนของเมล็ดคว่ำลงให้มากที่สุด  กดเมล็ดให้จมลงในดินเล็กน้อย  กลบดินบางๆก็เป็นอันเสร็จขั้นตอนการปลูก  ซึ่งง่ายและสะดวกกว่าการปลูกด้วยเมล็ดงอกมาก  แต่มีข้อเสียคือ  ต้นยางโตไม่สม่ำเสมอ  และต้องติดตาหลายรอบ

ลักษณะการคว่ำเมล็ด

                        2.  โดยใช้เมล็ดงอกปลูก  วิธีนี้ยุ่งยากกว่าวิธีการใช้เมล็ดสดปลูก  เพราะต้องนำเมล็ดยางสดมาเพาะในแปลงเพาะเสียก่อน  จากนั้นจึงค่อยๆ คัดเลือกเมล็ดที่งอกแล้วไปปลูกในแปลงกล้าต่อไป  แต่ผลที่ได้คือต้นยางที่มีขนาดสม่ำเสมอ  ทำให้สะดวกในการติดตา  การเพาะเมล็ดทำได้โดย

                                2.1  เลือกทำเลสำหรับเพาะเมล็ด  ซึ่งวิธีการเลือกพื้นที่เพาะเมล็ดนั้น  ยึดหลักเดียวกันกับการเลือกพื้นที่สร้างแปลงกล้ายาง

                                2.2  เตรียมแปลงเพาะเมล็ด  โดย

                                                1.  ขุดดินให้ลึกประมาณ  20  ซม.

                                                2.  พรวน  และเก็บเศษวัชพืช  รากไม้ ฯลฯ  ออกให้หมด

                                                3. ยกแปลงกว้าง  1  เมตร  สูง  15 20  ซม.  ยาวตามความเหมาะสม

                                4.  ใส่ทรายหรือขี้เลื่อยลงไปบนแปลง  เกลี่ยให้เรียบเสมอกัน

                                แปลงเพาะอาจจะทำในระหว่างแถวยางใหญ่ก็ได้  และไม่จำเป็นต้องทำร่มกันแดดให้แปลงเพาะ  แต่ถ้าทำในที่โล่งแจ้งจะต้องทำเพิงคลุมแปลงเพาะให้ร่ม

                                2.3 เลือกเมล็ดสำหรับเพาะ เพื่อให้ได้เมล็ดที่สมบูรณ์และมีเปอร์เซ็นต์ความงอกสูง  ควรเก็บเมล็ดยางจากต้นยางที่สมบูรณ์และเลือกเก็บเมล็ดที่หล่นจากต้นใหม่ๆ  รีบนำไปเพาะทันที  เพราะเมล็ดยางจะมีเปอร์เซ็นต์ความงอกสูงมากหลังจากร่วงหล่นมาใหม่ๆ  เท่านั้น  หลังจากนั้นเปอร์เซ็นต์ความงอกจะลดลงทุกวัน  วันละ  4 5 %

                                2.4  วิธีเพาะ

                                                - จัดเรียงเมล็ดบนแปลงเพาะโดยเกลี่ยให้สม่ำเสมอ  คว่ำเมล็ดยางเอาด้านแบนลงและกดเบาๆ  ให้ทรายหรือขี้เลื่อยกลบทับแปลงเพาะ  1  ตารางเมตร  จะใช้เมล็ดประมาณ 1,000  เมล็ด

                                                -  รดน้ำทุกวัน  เช้า เย็น

                                2.5  การเก็บเมล็ดงอก

                                                -  หลังจากเพาะประมาณ  5  วัน  เมล็ดจะเริ่มงอกโดยมีปุ่มรากสีขาวโผล่ออกมา

                                                -  ตรวจเก็บเมล็ดงอกทุกวัน  เพื่อนำไปปลูก  เมล็ดงอกที่เหมาะสมที่จะนำไปปลูกควรมีรากโผล่ออกมาขนาดเท่าหัวไม้ขีด

                                                -  เมื่อเก็บเมล็ดงอกในแต่ละวันหมดแล้ว  รดน้ำเมล็ดที่เหลือในแปลงเพาะเช่นเดิมเพื่อช่วยให้เมล็ดที่เหลืออยู่งอกต่อไป

                                                -  เมล็ดที่ไม่งอกหลังจากเพาะไปแล้ว  14  วัน  ให้ตัดทิ้งให้หมด  เพาะเมล็ดที่งอกหลังจากนี้  จะเป็นกล้าที่ไม่สมบูรณ์  เจริญเติบโตช้าและไม่แข็งแรง

                                     2.6  วิธีปลูก

                                                วิธีปลูกที่ง่ายและสะดวก  ควรใช้เชือกที่ทำเครื่องหมายระยะปลูกระหว่างต้นไว้แล้วขึงตลอดแนวความยาวของแถวปลูก  จากนั้นใช้ไม้สักหลุมลึกประมาณ  3  ซม.  ตามเครื่องหมายที่ทำไว้บนเชือก  วางเมล็ดงอกที่เก็บได้ลงตามหลุมที่สักไว้โดยให้ด้านแบนของเมล็ดคว่ำลง  กลบดินบางๆ  พอมิดเมล็ด  เป็นอันเสร็จสิ้นขั้นตอนการปลูก

การบำรุงรักษาแปลงกล้ายาง

                แปลงกล้ายางควรมีการบำรุงรักษาอย่างดี  เพื่อที่จะได้กล้ายางที่เจริญเติบโตแข็งแรงและสมบูรณ์เต็มที่  การบำรุงรักษาแปลงกล้ายางควรปฏิบัติ  ดังนี้

                1.  การกำจัดวัชพืช

                                การกำจัดวัชพืชในแปลงกล้ายางนิยมใช้สารเคมี  เพราะสะดวกและประหยัดค่าใช้จ่ายดีกว่าใช้แรงคน  โดยจะทำประมาณ  4  ครั้ง  คือ

                                ครั้งที่ 1  หลังปลูกเสร็จทำการกำจัดวัชพืชก่อนงอกโดยใช้ไลนูรอน (Linuron)  250  กรัม (เนื้อสารเคมีบริสุทธิ์)  ผสมน้ำ  80  ลิตรต่อไร่

                                ครั้งที่ 2  หลังปลูก  6 8  สัปดาห์  ถากวัชพืชออกให้หมด  แล้วพ่นด้วยไดยูรอน (Diuron)  120  กรัม (เนื้อสารเคมีบริสุทธิ์)  ผสมน้ำ  50  ลิตรต่อไร่

                                ครั้งที่ เมื่อต้นกล้ายางอายุ 4 เดือน ถากพืชออกให้หมด แล้วพ่นตามด้วยไดยูรอน (Diuron) 120 กรัม (เนื้อสารเคมีบริสุทธิ์) ผสมน้ำ 50 ลิตรต่อไร่

                                ครั้งที่ 4  ก่อนติดตา ใช้พาราควอท (Paraquat)  60  กรัม (เนื้อสารบริสุทธิ์)  ผสมน้ำ 50-60 ลิตรต่อไร่

                นอกจากการใช้สารเคมีแล้ว  อาจใช้วัสดุคลุมดิน เช่น  ฟางข้าว หญ้าแห้ง ฯลฯ  สามารถช่วยป้องกันกำจัดวัชพืชได้เป็นอย่างดีและยังช่วยเก็บรักษาความชื้นในดินได้อีกด้วย

                2.   การใส่ปุ๋ย

                                หลังจากที่กล้ายางตั้งตัวได้แล้วจะต้องใส่ปุ๋ยเป็นระยะ เพื่อให้กล้ายางแข็งแรง และเจริญเติบโตเร็ว ปุ๋ยที่ใช้สำหรับแปลงกล้ายางคือ ปุ๋ยสูตร (20-8-20) สำหรับกล้ายางที่ปลูกในเขตปลูกยางเดิมและปุ๋ยสูตร (20-10-12) สำหรับกล้ายางที่ปลูกในเขตปลูกยางใหม่ โดยใส่  4  ครั้ง เมื่อยางมีอายุ 1 เดือน 2 เดือน 3 เดือน และก่อนติดตา 1 เดือน โดยใส่ครั้งละ 36  กก.ต่อไร่

                                -  กำจัดวัชพืชก่อนใส่ปุ๋ยทุกครั้ง

                                - การใส่ปุ๋ย 2 ครั้งแรก ให้หว่านเป็นแถบกว้างประมาณ 8 ซม. ตลอดแถวยาง

                                - การใส่ปุ๋ย 2 ครั้งหลัง หว่านให้ทั่วแปลง แต่อย่าหว่านให้ถูกใบอ่อนของต้นยาง

                3.   การคัดต้นที่เลวทิ้ง

                                สำคัญมากเพราะถ้าปล่อยต้นที่มีลักษณะไม่ดี เช่น คดงอหรือแคระ แกรนไว้ ต้นเหล่านี้จะแย่งอาหารต้นกล้ายางที่สมบูรณ์ เพราะถ้านำไปทำเป็นต้นตอและติดตาด้วยยางพันธุ์ดี ยางพันธุ์ดีที่ติดตาแล้วก็จะเจริญเติบโตช้า ไม่สมบูรณ์แข็งแรงเหมือนต้นอื่นเนื่องจากต้นตอไม่สมบูรณ์นั่นเองการคัดเลือกต้นที่มีรากคดงอ และต้นแคระแกรนทิ้งในแปลงที่ปลูกแบบเรียงเมล็ด จะเริ่มคัดตั้งแต่กล้ายางงอก 2 ใบ เรื่อยไปจนถึงระยะติดตาทีเดียว

                                                                                                                      

                                                         ขาดธาตุอาหาร                                          รากหรือลำต้นคดงอ

                                วิธีการคัดโดยการหมั่นตรวจดูแปลงกล้าเสมอ ๆ ถ้าพบต้นใดที่มีลักษณะไม่ดีแคระแกรนต้นหรือรากคดงอ ให้ถอนทิ้ง สำหรับต้นที่มีรากคดงอนั้นอาจเห็นไม้ชัด แต่มีวิธีสังเกตคือลองเอามือดึงต้นกล้ายางดู ถ้าต้นไหนรากคดงอเวลาดึงจะรู้สึกหยุ่นๆ คล้ายมีสปริงให้ถอนทิ้งเสีย

                4.   การรดน้ำ

                                มีความจำเป็นมากในระยะแรกที่เริ่มปลูกยาง แต่เมื่อยางงอกและตั้งตัวได้แล้ว การรดน้ำอาจไม่จำเป็น ยกเว้นกรณีที่ทำเป็นการค้า และต้องการเร่งให้ต้นกล้ายางเจริญเติบโตเร็ว เพื่อให้ติดตาได้เร็วขึ้น จำเป็นต้องรดน้ำแปลงกล้ายางอย่างสม่ำเสมอทุกวัน

ลักษณะของต้นกล้ายางที่ดี

                1.  เป็นต้นกล้าที่สมบูรณ์ เปลือกลอกง่าย

                2.  มี่อายุประมาณ 4 เดือนครึ่งถึง 8 เดือน

                3.  มีเส้นผ่าศูนย์กลางของลำต้น 1-1.2 ซม. (วัดที่ความสูงจากพื้นดิน 10 ซม.)

                4.  ลำต้นตรง รากไม่คดงอ

 

 

ลักษณะต้นตอยางที่ดี

การสร้างแปลงกิ่งตายาง  (กิ่งตาเขียว)              

             กิ่งตาเป็นอุปกรณ์อย่างหนึ่งที่สำคัญในการติดตากิ่งตาที่เจริญเติบโตสมบูรณ์ดีจะช่วยในการติดตาประสบผลสำเร็จมากยิ่งขึ้น  ตามปกติเกษตรกรเจ้าของสวนยางขนาดเล็กจะไม่สร้างแปลงกิ่งตาไว้ใช้เอง แต่จะหาซื้อกิ่งตาจากแปลงกิ่งตาของทางราชการหรือของเอกชนที่เชื่อถือได้มาไว้ใช้ในการติดตาเมื่อต้องการติดตาเท่านั้น  เกษตรกรรายใหญ่หรือเกษตรกรที่ประกอบอาชีพผลิตพันธุ์ยางขายเท่านั้นที่จะทำแปลงกิ่งตาไว้ใช้เอง ซึ่งวัตถุประสงค์ส่วนใหญ่ของผู้สร้างแปลงกิ่งตาก็คือ เพื่อผลิตกิ่งตายางพันธุ์ดีไว้จำหน่าย และเพื่อลดต้นทุนในการผลิตต้นพันธุ์ยางชนิดอื่น เช่น ต้นตอตา หรือต้นยางชำถุงให้ต่ำลง

                การเลือกทำเลและการเตรียมพื้นที่สำหรับทำแปลงกิ่งตายาง มีหลักในการพิจารณาและวิธีปฏิบัติเช่นเดียวกับการเลือกทำและการเตรียมพื้นที่สำหรับทำแปลงกล้ายาง แต่ระยะปลูกจะใช้ระยะ 1x2 เมตร ซึ่ง 1 ไร่จะปลูกยางได้ประมาณ 800 ต้น หรือจะใช้ระยะปลูก 1.5 x1.5  เมตรก็ได้ถ้าใช้ระยะนี้ 1 ไร่ จะปลูกยางได้ประมาณ 700  ต้น  ส่วนการเตรียมหลุมและการปลูกนั้นปฏิบัติเช่นเดียวกันกับการปลูกสร้างสวนยางทุกประการ

การบำรุงรักษาแปลงกิ่งตา

                หลังจากปลูกยางเรียบร้อยแล้วต้องบำรุงรักษาแปลงกิ่งตาอย่างดีเพื่อให้ได้กิ่งตาที่สมบูรณ์และจะประโยชน์ได้มากที่สุด หลักปฏิบัติในการบำรุงรักษาแปลงกิ่งตามีดังนี้

1.การกำจัดวัชพืช

                             ในแปลงที่ปลูกด้วยต้นตอตา และต้นยางชำถุง ควรถางด้วยแรงคนในระยะแรกแล้วฉีดตามด้วยไดยูรอน (Diuaon) อัตรา 120 กรัม (เนื้อสารเคมี
                บริสุทธิ์) ผสมน้ำ 50 ลิตรต่อไร่ ซึ่งจะช่วยประหยัดค่าใช้จ่ายในการปราบวัชพืชได้มาก   

หลังจากปราบวัชพืชครั้งแรกแล้วประมาณ 2 เดือน  โคนต้นยางจะเริ่มเป็นสีน้ำตาลหากมีหญ้าขึ้นสามารถใช้พาราควอท  (Paraquat)  60  กรัม (เนื้อ
สารเคมีบริสุทธิ์)  ผสมน้ำ  50-60  ลิตรต่อไร่  ฉีดพ่นได้ สำหรับในช่วงที่มีการตัดแต่งกิ่ง ควรใช้ เอ็ม เอส เอ็ม เอ (
MSMA หรือ  Monosodium Acid Methane)  ในอัตรา  250  กรัม (เนื้อสารเคมีบริสุทธิ์)  ผสมกับ  ไดยูรอน (Diuron)   ในอัตรา  60  กรัม  (เนื้อสารเคมีบริสุทธิ์)  ผสมน้ำ 50-60  ลิตรต่อไร่ ฉีดทำลายวัชพืชหลังจากตัดกิ่งตาไปใช้แล้ว         ส่วนสารเคมีพวก 2,4-ดี อะมีน (2,4-D Amine) และดาลาพอน (Dalapon) ไม่เหมาะสมที่จะใช้ปราบพืชในแปลงกล้ายาง เพราะตัวอะมีน (Amine) อาจทำอันตรายต่อต้นยางอ่อน ส่วนดาลาพอน (Dalapon) ก็อาจมีพิษสะสมตกค้างอยู่ในต้นยาง  ซึ่งจะ
เป็นอันตรายต่อต้นยางในแปลงที่ปลูกด้วยเมล็ดแล้วติดตาในแปลงในระยะก่อนติดตาการกำจัดวัชพืชทำเช่นเดียวกับแปลงกล้ายาง หลังจากติดตาเรียบร้อยแล้วจึงทำการกำจัดวัชพืชตามวิธีที่กล่าวแล้วข้างต้นต่อไป
2. การใส่ปุ๋ย

                ถ้าปลูกด้วยต้นตอตาหรือต้นยางชำถุงเมื่อปลูกแล้วสามารถใส่ปุ๋ยครั้งแรกได้ทันทีเลย และใส่ปุ๋ยครั้งต่อไปเมื่อแตกฉัตรที่สองแล้ว และใส่อีกทุกครั้งหลังจากที่ตัดแต่งกิ่งแล้ว โดยใส่ปุ๋ยสูตร (20-8-20) หรือสูตร (20-10-12) แล้วแต่เขตปลูกยาง ในอัตรา 36 กก.ต่อไร่   ถ้าปลูกด้วยเมล็ดแล้วติดตาในแปลง การใส่ปุ๋ยในระยะก่อนติดตากระทำเช่นเดียวกับการใส่ปุ๋ยแปลงกล้ายาง หลังจากติดตาแล้วจึงใส่ปุ๋ยเช่นเดียวกับการปลูกด้วยต้นตอตา

3.วิธีเลี้ยงกิ่งตาเขียว
-     ในช่วงแรกหลังจากปลูก ปล่อยให้ต้นยางเจริญเติบโตขึ้นไปเรื่อยๆ จนกระทั่งลำต้นเป็นสีน้ำตาลประมาณ 1 เมตร

-         ตัดยอดของฉัตรที่ 3 ออก โดยไม่ปล่อยให้เจริญเป็นฉัตรที่ 4 วิธีตัดจะตัดที่ ปลายยอดใต้ตุ่มตาซึ่งจะทำให้กิ่งแขนงที่แตกออกมาจากตาก้านใบสมบูรณ์

-        หลังจากตัดยอดฉัตรที่ 3 แล้ว จะมีกิ่งแขนงแตกออกมาบริเวณยอดฉัตรที่ 3 มากตัดแขนงที่ไม่สมบูรณ์ออก เหลือไว้เฉพาะกิ่งแขนงที่แข็งแรงประมาณ 4 กิ่ง

-       เลี้ยงกิ่งแขนงเหล่านี้ไว้ประมาณ 45-50 วัน ก็สามารถตัดไปใช้ติดตาเขียวได้ การตัดไปใช้ควรตัดในช่วงที่กิ่งตามีใบแก่เต็มที่ และกำลังเริ่มแตกปุ่มตาของฉัตรต่อไปซึ่งช่วงนี้กิ่งตาจะลอกง่าย

-       หลังจากตัดกิ่งตาเขียวครั้งแรกไปแล้ว ให้ตัดฉัตรที่ 3 ทิ้งไป โดยตัดเหนือ  ฉัตรที่ 2 ปล่อยให้กิ่งแขนงแตกออกมาอีก เลือกเลี้ยงเฉพาะกิ่งที่สมบูรณ์ไว้อีกประมาณ 45-50 วันก็ตัดไปใช้ได้

-       จากนั้นทำเช่นเดิมอีก โดนฉัตรที่ 2 ทิ้งเหนือฉัตรแรกเล็กน้อย ปล่อยให้ตาจากฉัตรแรกแตกแขนงเป็นกิ่งออกมาอีก เลี้ยงไว้ประมาณ 45-50วันก็ตัดไปใช้ได้

-      จากนั้นตัดต่ำรอให้แตกแขนงออกมาใหม่ เลี้ยงแขนงที่สมบูรณ์ไว้ 4 -5 แขนง ปล่อยให้เจริญเติบโตจนมี 3 ฉัตร แล้วจึงทำการตัดครั้งแรกซึ่งจะกระทำเช่นนี้ได้เรื่อยไป

-          ตั้งแต่เริ่มตัดยอดต้นกิ่งตา (เหลือ 75 ซม.) จนกระทั่งได้กิ่งตาเขียว จะใช้เวลาประมาณ 6 เดือน การตัดกิ่งตาวิธีนี้เมื่อตัดฉัตรที่ 3 แล้วก็ตัดฉัตรที่ 2 บังคับให้แตกกิ่งตาเขียวออกไปอีกจนกระทั่งถึงฉัตรที่ 1 จึงจะหมดการให้กิ่งตาเขียวสำหรับกิ่งแม่เพียงกิ่งเดียว  ซึ่งกิ่งแม่หนึ่งกิ่งจะตัดกิ่งตาเขียวได้ 3 รอบ ฉะนั้นต้นแม่พันธุ์ 1 ต้น จึงสามารถให้กิ่งตาเขียวได้มาก ประมาณ 20-40 กิ่ง ในหนึ่งฤดูกาลติดตาของแต่ละปีทีเดียว  กิ่งตาเขียวที่ตัดไปใช้แต้ละครั้ง จะนิยมตัดให้ยาวประมาณ 30-50 ซม. ซึ่งกิ่งตาแต่ละกิ่งมีตาที่สามารถใช้ติดตาได้ประมาณ 2-3 ตา หากต้องขนส่งกิ่งตาไปใช้ในที่ไกลๆ  ควรชุบปลายกิ่งตาทั้งสองข้างด้วยเทียนหรือขี้ผึ้ง และบรรจุกิ่งตาลงในลังซึ่งรองด้วยกาบกล้วยหรือวัสดุอื่น เช่น ฟางข้าวหรือขี้เลื่อยเป็นชั้นๆ แต่ฟางข้าวหรือขี้เลื่อยนั้นต้องชุบน้ำให้ชุ่มเสียก่อน

                อนึ่งลังที่บรรจุกิ่งตานั้น ควรเขียนชื่อพันธุ์ยางกำกับไว้ให้ชัดเจน และควรมีถุงพลาสติกหรือถุงปุ๋ยห้อหุ้มลังบรรจุกิ่งตาอีกชั้นหนึ่งด้วย เพราะจะช่วยให้กิ่งตาอยู่ได้นานขึ้น  กิ่งตาที่ตัดแล้วต้องรีบนำไปใช้ให้เร็วที่สุดแต่ถ้าใช้ไม่หมด หรือจำเป็นต้องเก็บไว้ควรตัดส่วนล่างที่ชุบเทียนหรือขี้ผึ้งออก แล้วตั้งกิ่งตาบนที่ร่ม เปลี่ยนน้ำทุกวัน วิธีนี้จะช่วยให้เก็บกิ่งตาไว้ได้นานประมาณ  7  วัน

                ลักษณะของกิ่งตาเขียวที่ดี

1.       สมบูรณ์ มีอายุประมาณ 45 -50 วัน ใบยอดแก่มีสีเขียวเข้ม ลอกตาง่าย

2.       มีตาที่ใช้ติดตาได้ เฉลี่ย 2 - 3  ตา

3.       กิ่งตาที่อยู่ในที่ร่มทึบหรือกิ่งที่อยู่ล่างๆ ไม่ควรนำไปใช้ติดตา เพราะลอกตายากหรือลอกไม่ออก

                4.    เลือกใช้เฉพาะตาก้านใบ  ไม่แนะนำให้ใช้ตาคิ้วในการติดตา

ตาคิ้ว

ตาก้านใบ

                                                                             

เครื่องมือที่ใช้ในการติดตา

                เครื่องมือที่ใช้ในการติดตาประกอบด้วย

1.       กล่องใส่เครื่องมือติดตา

2.       มีดติดตา

3.       ถุงพลาสติกสำหรับใส่กิ่งตา

4.       กรรไกรตัดกิ่ง

5.       พลาสติกพันตา  ขนาดกว้าง 5/8 นิ้ว หนาประมาณ 0.05 ม.ม.

6.       หินลับมีด

7.       ผ้าสำหรับทำความสะอาดต้นตอก่อนติดตา

 

วิธีการติดตาเขียว

1.       ใช้ผ้าเช็ดทำความสะอาดต้นตอบริเวณที่จะติดตา 

 

2.ใช้มีดกรีดต้นตอส่วนที่มีสีน้ำตาลจากโคนต้นให้ต่ำสุดเท่าที่จะทำได้ขึ้นไปข้างบนสองรอยยาวเท่ากัน รอยละประมาณ 7-8 ซม. ให้รอยทั้งสองนี้ห่างกันประมาณ 1 ซม. หรือ 1ใน 3 ของความยาวรอบลำต้น

 

3. ตัดขวางรอยกรีดทั้งสองที่ปลายสุดด้านบนให้ต่อถึงกัน จากนั้นค่อยๆ ลอกเปลือกต้นตอที่ตัดออกเบาๆ ลอกลงข้างล่างจนสุดรอยกรีดตัดเปลือกที่ดึงออกให้เหลือลิ้นสั้นๆ ประมาณ 0.5 -1 ซม.  ในขณะที่ลอกเปลือกระวังอย่าให้เปลือกขาด อย่าให้ดินหรือสิ่งสกปรกเข้าไปได้ เพราะจะทำให้เยื่อเสียและติดตาไม่ติด

       

                        4. เตรียมแผ่นตาจากกิ่งตาเขียว สามารถปฏิบัติได้ 2  วิธี ดังนี้

วิธีที่ 1 โดยใช้มีดคมๆ ค่อยๆ เฉือนออก เริ่มจากด้านปลายไปหาโคนให้ติดเนื้อไม้บางๆ สม่ำเสมอตลอดแนว ยาวประมาณ 8-9 ซม. ให้มีตาอยู่ตรงกลางแผ่นความกว้างของแผ่นตาควรจะพอดีกับความกว้างของรอยกรีดเปลือกบนต้นตอหรือใหญ่กว่าเล็กน้อยการเฉือนแผ่นตาหนาเกินไปจะลอกยาก เนื่องจากแผ่นตาเขียวช้ำได้ง่าย  ฉะนั้น  ก่อนเฉือนตาต้องแน่ใจว่ามีดมีความคมและสะอาด  แต่งแผ่นตา 2 ข้าง บางๆ พอให้แผ่นตาเข้ากับรอยเปิดกรีดบนต้อตอได้ แล้วตัดปลายด้านล่างของแผ่นตาออก  ลอกแผ่นตาออกจากเนื้อไม้ โดยใช้นิ้วชี้และนิ้วหัวแม่มือทั้งสองข้าง จับปลายด้านบนของแผ่นตา  ใช้นิ้วกลางประคองแผ่นตาส่วนล่างค่อยๆ ลอกเนื้อไม้ออกจากเปลือกแผ่นตา พยายามอย่าให้ส่วนที่เป็นเปลือกเกิดการโค้งงอ

 

                              

                            วิธีที่ 2  กรีดรอบแผ่นตาเป็นรูปสี่เหลี่ยมผืนผ้า  ใช้ปลายมีดสอดด้านล่างแล้วลอกแผ่นตาขึ้นด้านบนจนถึงโคนก้านใบ  ระวังอย่าให้แผ่นตาแตกร้าว  มือข้างหนึ่งจับกิ่งตาให้แน่น  ใช้มืออีกข้างหนึ่งจับก้านใบบิดไปด้านข้างให้แผ่นตาหลุดออก  ตัดแต่งปลายด้านล่างให้สวยงาม  ระวังอย่าให้แผ่นตาด้านในสัมผัสกับสิ่งใด  แผ่นตาที่สามารถนำไปติดได้  จุดกำเนิดยอดใหม่ด้านในที่เรียกว่า  เม็ดข้าวสาร  จะต้องคงสภาพสมบูรณ์อยู่

 

                    

 

                                                           

                5. รีบสอดแผ่นตาที่ลอกเนื้อไม้ออกแล้วนี้ ลงในลิ้นเปลือกของต้นตอเบาๆ ค่อยๆ แนบแผ่นตาเข้ากับรอยเปิดของต้นตอ พยายามอย่าให้แผ่นตาถูกับเนื้อไม้  เพราะจะทำให้เยื่อเจริญช้ำ ก่อนใส่แผ่นตาต้องดูให้แน่เสียก่อนว่าตาอยู่ในตำแหน่งถูกต้อง คือ อยู่ด้านบนของรอยก้านใบ
               
6.ใช้พลาสติกใสยาวประมาณ 12 นิ้ว พันจากด้านล่างสุดโดยเริ่มพันต่ำกว่าลิ้นเล็กน้อย พันขึ้นข้างบนเบาๆ พันให้แน่น แต่ละรอบที่พันต้องให้ส่วนของพลาสติกทับกันพันขึ้นไปประมาณครึ่งหนึ่งของแผ่นตาแล้วหยุดไว้ชั่วขณะใช้มีดตัดส่วนเกินของเปลือกตาด้านบนออกให้พอดีกับรอยเปิดของต้นตอและพันต่อจนเลยแผ่นตาไปสัก 2-3 รอบแล้วจึงทำเงื่อนผูกให้แน่น ตรวจดูรอยพันอีกกครั้งว่าแต่ละรอบแผ่นพลาสติกพันทับกันแน่นดีหรือไม่ ทั้งนี้เพื่อกันน้ำไหลเข้าสู่แผ่นตาเมื่อฝนตก      

 

 

7. หลังจากติดตาแล้ว 21 วัน ถ้าแผ่นตายังเขียวและสดอยู่ แสดงว่าการติดตาประสบผลสำเร็จ ถ้าการติดตาไม่ประสบผลสำเร็จ คือ หลังจากติดตาแล้ว 2 วัน แผ่นตาเปลี่ยนเป็นสีน้ำตาลให้ใช้มีดกรีดพลาสติกทางด้านแผ่นตาที่ติดนั้นออกแล้วทำการติดตาซ้ำอีกครั้งทางด้านตรงข้าม

 

   

8.เมื่อตาติดแล้ว ใช้มีดกรีดแผ่นพลาสติกออก  โดยกรีดด้านตรงข้ามกับแผ่นตาในแนวดิ่ง ปล่อยให้ต้นตอที่ติดตาแล้วอยู่ในแปลงเรื่อยไปจนกว่าจะถึงเวลานำไปปลูก จึงถอนต้นขึ้นมาเพื่อทำการปักชำ

ข้อควรคำนึงในการติดตาเขียว

-          การติดตาเขียวควรทำในเวลาที่มีอากาศไม่ร้อนจัด เช่น ช่วงเช้าหรือเย็น

-          กิ่งตาที่นำไปติดตาแต่ละครั้งไม่ควรมากเกิน 30 กิ่ง เพราะถ้านำไปมากเกิน จะทำให้กิ่งตาแห้ง และควรเป็นกิ่งตาที่สมบูรณ์ เปลือกลอกง่าย

-          เลือกติดตาเฉพาะต้นตอที่สมบูรณ์เปลือกลอกง่าย และได้ขนาดเท่านั้น

-          มีดที่ใช้ติดตาจะต้องคมอยู่เสมอ

การปักชำ

                ปกตินิยมปักชำประมาณเดือนมกราคม  เพื่อให้ได้ยางชำถุง 2 ฉัตร ใบยอดแก่เต็มที่  พร้อมนำไปปลูกในต้นฤดูฝน (พฤษภาคม มิถุนายน) โดยมีขั้นตอนปฏิบัติดังนี้

                1. จัดทำเรือนเพาะชำ  มุงด้วยวัสดุพรางแสงไม่น้อยกว่า 50%   พร้อมระบบน้ำ

2. เตรียมถุงชำ (4.5 X 14 นิ้ว) บรรจุด้วยดินค่อนข้างเหนียวให้เต็มแน่น ระดับดินต่ำกว่าปากถุงไม่เกิน 1 นิ้ว  จัดเรียงในคอกให้พร้อม  เพียงพอกับจำนวนที่จะปักชำ

3. รดน้ำแปลงติดตาให้ชุ่มก่อนถอนต้น 2 3 วัน

4. ทำการถอนต้นตอตา 

 

                5. ตัดยอดต้นตอเหนือรอยติดตาประมาณ 8 ซม. โดยตัดให้เฉียงลงไปทางด้านตรงข้ามแผ่นตา 

 

6. ตัดแต่งรากแขนงเดิมออกให้หมด โดยตัดให้ชิดรากแก้ว

                                                  

                7. ตัดรากแก้ว  โดยตัดต่ำกว่ารอยระดับดินลงไปประมาณ 20 ซม.

 

8. ต้นตอตาที่พร้อมนำไปปักชำ  กรีดพลาสติกพันตาออก โดยกรีดด้านหลังแผ่นตาตามแนวยาวของต้น

 

                                                                                                                           

       9. ต้นตอตาที่ถอนแล้ว ควรปักชำให้แล้วเสร็จภายในวันเดียวกัน  แต่หากไม่สามารถปฏิบัติได้  ควรห่อหุ้มหรือคลุมด้วยกระสอบป่าน รดน้ำให้ชุ่มชื้น เพื่อป้องกันการเหี่ยวเฉา
                10.. ก่อนปักชำรดน้ำถุงดินให้ชุ่ม  จนดินในถุงอ่อนนุ่มทั้งถุง  อาจใช้วิธีแช่ถุงดินในอ่างน้ำแล้วปักต้นตอตาก่อน  จึงนำไปเรียงในคอกก็ได้  การปักให้ปักลงกึ่งกลางถุงลึกจนถึงรอยระดับดินที่ต้นตอตา  หันตาไปในทิศทางเดียวกัน เพื่อความสะดวกในการย้ายถุง 

 

การดูแลรักษาหลังปักชำ

                1. รดน้ำให้ชุ่มอยู่เสมอ  วันละ 2  ครั้ง  เช้าเย็น

                2. ประมาณ  2  สัปดาห์หลังปักชำ  ต้นตอตาจะเริ่มแตกยอดจากแผ่นตาที่ติดใหม่ 

                3. หมั่นเฉือนยอดที่แตกออกมาจากต้นตอทิ้ง  ซึ่งมักจะแทงออกมาคู่กันในด้านตรงข้ามเสมอ  ดังนั้น  หากพบว่ามียอดแทงออกมาด้านหนึ่งแล้วให้เฉือนตาด้านตรงข้ามทิ้งไปด้วย  เพื่อไม่เสียเวลาต้องกลับมาเฉือนด้านตรงข้ามอีกเมื่อตาแทงออกมาใหม่อีก

                                                                                         

 

                        4. ระยะใบอ่อนควรระวังการระบาดของเชื้อรา  ซึ่งอาจป้องกันโดยการฉีดพ่นสารเคมีป้องกันกำจัดเชื้อราก็ได้  หรือหมั่นตรวจแปลงอยู่เสมอเมื่อพบเห็นจึงทำการฉีดพ่น

 

                5. เมื่อใบอ่อนเริ่มคลี่สามารถใส่ปุ๋ยเคมีบำรุงต้นได้  แต่ใส่เพียงเล็กน้อยเท่านั้น  โดยใช้ปุ๋ยเคมีสูตร 20 10 - 12  ถุงละ  ปลายหยิบมือ (ประมาณ 5 10 เม็ด)

                6. เมื่อถึงฤดูปลูก  คัดเลือกต้นที่ใบยอดแก่เต็มที่ออกปลูก  ก่อนปลูกงดน้ำ       3 5 วันให้ดินในถุงแข็งตัว  ป้องกันการแตกระหว่างขนส่ง  และเป็นการกระตุ้นเตือนต้นยางชะลอการเจริญเติบโต ลดอัตราการคายน้ำ  ช่วยให้ต้นยางรอดตายมากขึ้น

สมดุลย์   พวกเกาะ              ผู้เขียน

นักวิชาการส่งเสริมการเกษตร 7